5 ฉากทัศน์หลังเลือกตั้ง
5 สิ่งที่จะเกิดหลังเลือกตั้งเป็นไปได้ทั้งสงบเรียบร้อยและวุ่นวายตลอดจนพบจุดจบแบบเดิมคือยึดอำนาจ
หลังหน้าดำคร่ำเครียดหาเสียงกันมาเดือนเศษก็มาถึงวันพิพากษาของประชาชนในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่ก็ใช่ว่าผลเลือกตั้งออกมาแล้วทุกอย่างจะเป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็นเพราะการเมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้จากนี้คือ 5 ฉากทัศน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง
ฉากทัศน์ที่ 1 คือทุกอย่างเรียบร้อยดีไม่มีปัญหาอะไร คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. สามารถประกาศรับรองผลการเลือกตั้งได้ตามกรอบเวลาและสามารถเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือส.ส. เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและสามารถเรียกประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งฉากทัศน์นี้อาจจะมองเหมือนโลกสวยเป็นไปได้ยากในสถานการณ์ปัจจุบันแต่ก็มีความเป็นไปได้ เหมือนการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา
ฉากทัศน์ที่ 2 เกิดความวุ่นวายไม่เรียบร้อยซึ่งความวุ่นวายไม่เรียบร้อยมีโอกาสเกิดได้จาก 2 ส่วนด้วยกันคือ
2.1 ความวุ่นวายไม่เรียบร้อยเกิดจากการจัดการเลือกตั้ง กรณีนี้มีโอกาสเป็นไปได้น้อยเพราะอย่างไรเสียต่อให้ไม่เรียบร้อยอย่างไร กกต.ก็จะต้องพูดหรือทำให้มันเรียบร้อยให้ได้ เนื่องจากถ้ายอมรับในความไม่เรียบร้อยเรื่องจะย้อนเข้าตัวเสี่ยงติดคุกติดตารางได้
2.2 วุ่นวายไม่เรียบร้อยอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากข้อร้องเรียนต่างๆทั้งที่ยื่นไว้ก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้งโดยเฉพาะกรณีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคก้าวไกลถือหุ้นสื่อไอทีวี ซึ่งดูทรงแล้วกกต.คงลงมติว่ามีมูลตามคำร้องและส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินชี้ขาดค่อนข้างแน่ ซึ่งสถานการณ์หลังการตัดสินจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับนายพิธาและพรรคก้าวไกลว่าจะส่งสัญญาณออกมาอย่างไร ยอมรับหรือไม่ยอมรับคำตัดสิน ซึ่งการยอมรับหรือไม่ยอมรับก็จะส่งผลให้สถานการณ์แตกต่างกันไป
ฉากทัศน์ที่ 3 สามารถเปิดประชุมร่วมรัฐสภาระหว่างส.ส.และสมาชิกวุฒิสภาหรือส.ว.ได้ แต่ไม่สามารถลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีตามบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองได้ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถรวมเสียงได้เกิน 375 เสียงซึ่งกรณีนี้จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายเสรีนิยมสามารถรวมเสียงกันได้เกินกว่า 350 เสียงขึ้นไปแต่หาเสียงสว. มาสนับสนุนให้เกิน 375 เสียงไม่ได้
ฉากทัศน์ที่ 4 เปิดประชุมรัฐสภาแล้วสามารถเลือกนายกฯได้ แต่เป็นนายกฯเสียงข้างน้อย กล่าวคือฝ่ายอนุรักษ์นิยมแม้ได้รับการเลือกตั้งรวมกันแล้วไม่ถึง 250 เสียงแต่สามารถรวมเสียงกับส.ว.แล้วเกิน 375 เสียงก็สามารถโหวตเลือกนายกฯ คนที่ฝ่ายตัวเองต้องการได้ ส่วนเสียงส.ส.สนับสนุนรัฐบาลไปตายเอาดาบหน้าโดยหวังว่าจะหว่านกล้วยล่องูเห่าให้เลื้อยออกจากพรรคฝ่ายตรงข้ามมาสนับสนุนได้ กรณีนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้เพราะรัฐบาลที่ผ่านมาก็เคยทำได้มาแล้ว
ฉากทัศน์ที่ 5 เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองอันเป็นผลมาจากไม่พอใจการจัดการเลือกตั้ง ไม่พอใจหากนายพิธาถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ไม่พอใจผลโหวตเลือกนายกฯ เสียงข้างน้อย มวลชนพากันลงถนนซึ่งจะทำให้ทุกอย่างวนกลับไปที่เดิมคือปล่อยให้เกิดความวุ่นวายอ้างเป็นเงื่อนไขให้ทำการปฏิวัติรัฐประหารแม้ผู้บัญชาการทหารบกเพิ่งประกาศว่าจะไม่มีการทำปฏิวัติรัฐประหารหากยังอยู่ในตำแหน่ง แต่เรื่องแบบนี้มองหน้าไม่รู้ใจเพราะการปฏิวัติรัฐประหารที่ผ่านมาผู้นำการปฏิวัติรัฐประหารทุกคนล้วนพูดเหมือนกันว่าจะไม่ทำการยึดอำนาจ
นี่คือ 5 ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นได้หลังการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ อย่างไรก็ตามผลการเลือกตั้งที่ออกมาอาจช่วยสกัดไม่ให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ โดยเฉพาะกรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะการเลือกตั้งขาดลอยได้เสียงเกินกว่า 350-360 เสียงขึ้นไป
สถานการณ์หลังการเลือกตั้งจึงขึ้นอยู่กับ อยู่ที่ผลคะแนนที่จะออกมา เสียงของประชาชนจะชี้ขาดว่าบ้านเมืองหลังการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร


ไม่มีความคิดเห็น