8พรรคเซ็นMOU "ชลน่าน"ย้ำอีกไม่หักหลังตั้งรัฐบาลแข่ง
"พิธา" นำพรรคร่วมรัฐบาลลงนาม MOU 23 ข้อ พ่วง 5 แนวทางปฏิบัติที่จะร่วมกันผลักดัน "สุดารัตน์" ประกาศกลางวงไม่หนุนแก้ไขหรือยกเลิกม. 112 ขณะที่ก้าวไกลยืนยันจะผลักดันในนามพรรคต่อไป "ชลน่าน" ยืนยันหัวชนฝาไม่มีดิลลับร่วมพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน
วันที่ 22 พฤษภาคม 2566 เวลาประมาณ 16.55 น. ที่โรงแรมคอนราดกรุงเทพฯ แกนนำ 8 พรรคการเมืองที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคก้าวไกลร่วมกันแถลงและลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ซึ่งเป็นนโยบายที่ทุกพรรคจะร่วมกันผลักดันโดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นผู้แถลงโดยระบุว่า บันทึกความเข้าใจร่วมนี้ทำเพื่อสร้างพื้นฐานของรัฐบาล และการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาชาติ พรรคเสรีรวมไทย พรรคเป็นธรรม พรรคเพื่อไทรวมพลัง และพรรคพลังสังคมใหม่ ทุกพรรคเห็นร่วมกันว่า ภารกิจของรัฐบาลทุกพรรคที่จะผลักดันร่วมกันนั้น ต้องไม่กระทบกับรูปแบบของรัฐและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการดำรงอยู่ในสถานะอันเป็นที่สักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์
1. ฟื้นฟูประชาธิปไตย รวมถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนให้เร็วที่สุด โดยมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน
2. ยืนยันและผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม เพื่อรับประกันสิทธิสมรสสำหรับคู่รักทุกเพศ โดยจะไม่บังคับประชาชนที่เห็นว่าขัดแย้งกับหลักการของศาสนาที่ตนเองนับถือ
3.ผลักดันการปฏิรูประบบราชการ ตำรวจ กองทัพ และกระบวนการยุติธรรม ให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย โดยยืดหลักความโปร่งใส ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน
4. เปลี่ยนการเกณฑ์ทหารแบบบังคับ เป็นระบบสมัครใจ แต่ยังคงไว้ซึ่งการเกณฑ์ทหารในยามศึกสงคราม
5. ร่วมผลักดันกระบวนการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยคำนึงถึงหลักการด้านสิทธิมนุษยชน การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงทบทวนภารกิจของหน่วยงานและการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคง
6. ผลักดันการกระจายอำนาจทั้งในแง่ภารกิจและงบประมาณ เพื่อให้ท้องถิ่นตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และปราศจากการทุจริต
7. แก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันโดยการสร้างระบบและวัฒนธรรมรัฐโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลรัฐในทุกหน่วยงาน
8. ร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยยึดหลักเพิ่มรายได้ประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเป็นธรรม
9. ยกเครื่องกฎหมายเกี่ยวกับการทำมาหากิน และการดำรงชีวิตของประชาชน เช่น ตัด ลด หรือพักใช้ชั่วคราวซึ่งการอนุมัติ อนุญาตที่ไม่จำเป็น และเป็นอุปสรรคเพื่อปรับปรุงใหม่ ให้ความช่วยเหลือสภาพคล่องทางด้านการเงินและสร้างแต้มต่อให้กับ SME พร้อมกับมุ่งเน้นการเติบโต GDP ของ SME สนับสนุนอุตสาหกรรม และสินค้าไทยให้มีความเข้มแข็ง สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้
10. ยกเลิกการผูกขาดและส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรมในทุกอุตสาหกรรม เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยพรรคประชาชาติขอสงวนสิทธิ์ในการไม่เห็นด้วยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยเหตุผลด้านศาสนา
11. ปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ ด้วยการผลักตันกฎหมายปฏิรูปที่ดิน กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมแก้ปัญหาแนวเขตป่าไม้และที่ดินของรัฐที่ทับซ้อนกับที่ดินของประชาชน รวมถึงการทบทวนคดีที่เป็นผลจากนโยบายทวงคืนผืนป่า
12. ปรับปรุงโครงสร้างการผลิตไฟฟ้า การคำนวณราคา และกำลังการผลิตที่เหมาะสม เพื่อลดค่าครองชีพประชาชนและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
13. จัดทำงบประมาณแบบใหม่ โดยเน้นใช้วิธีการจัดงบประมาณฐานศูนย์ (zero-based budgeting)
14. สร้างระบบสวัสดิการดูแลประชาชนตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงผู้สูงวัย โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและภาระทางการคลังระยะยาว
15. แก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเร่งด่วน
16. นำกัญชากลับไปอยู่ในบัญชียาเสพติดให้โทษ ผ่านการออกประกาศของกระทรวงสาธารณสุข โดยมีกฎหมายควบคุมและรองรับการใช้ประโยชน์จากกัญชา
17. ส่งเสริมเกษตรและปศุสัตว์ปลอดภัย คุ้มครอง รักษาผลประโยชน์ของเกษตรกร ลดต้นทุนการผลิตส่งเสริมการตลาด ส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยี และแหล่งน้ำ สร้างความเข้มแข็งของกลุ่มงเกษตรกรเพื่อวางแผนการผลิตและรักษาผลประโยชน์เกษตรกร ส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ
18. แก้ไขกฎหมายประมง ขจัดอุปสรรค เยียวยา ฟื้นฟู และพัฒนาอาชีพประมงให้ยั่งยืน
19. ยกระดับสิทธิแรงงานทุกอาชีพให้มีสภาพการจ้างงานที่เป็นธรรม และได้รับค่าแรงที่เป็นธรรมสอดคล้องกับค่าครองชีพและการเติบโตของเศรษฐกิจ
20.ยกระดับระบบสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพ ทั้งการป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสุขภาพ
21.ปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
22. สร้างความร่วมมือและกลไกภายในและระหว่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นพิษ รวมถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) โดยเร็วที่สุด
23. ดำเนินการนโยบายการต่างประเทศ โดยการฟื้นฟูบทบาทผู้นำของไทยในอาเชียน ตามกรอบความร่วมมือต่างๆ โดยเฉพาะกรอบพหุภาคี และรักษาสมดุลการเมืองระหว่างประเทศของไทยกับประเทศมหาอำนาจ
นอกจากนี้ทุกพรรคเห็นพ้องกันว่า จะร่วมกันบริหารประเทศด้วยแนวทางการปฏิบัติดังต่อไปนี้
1. ทุกพรรคจะคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชนทุกคน
2. ทุกพรรคจะทำงานโดยซื่อสัตย์สุจริต หากมีบุคคลของพรรคใดมีพฤติกรรมทุจริต คอร์รัปชัน ทุกพรรคจะยุติการดำรงตำแหน่งของบุคคลนั้นๆ ทันที
3. ทุกพรรคจะทำงานโดยให้เกียรติซึ่งกันและกัน จริงใจต่อกัน สนับสนุนการทำงานซึ่งกันและกัน โดยยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง มากกว่าผลประโยชน์ของพรรคใดพรรคหนึ่ง
4. ทุกพรรคมีสิทธิในการผลักดันนโยบายอื่นเพิ่มเติม แต่ไม่ขัดแย้งจากนโยบายในบันทึกข้อตกลงร่วมฉบับนี้โดยอาศัยอำนาจฝ่ายบริหารของรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนของแต่ละพรรคการเมือง
5. ทุกพรรคมีสิทธิในการผลักดันนโยบายอื่นเพิ่มเติม แต่ไม่ขัดแย้งจากนโยบายในบันทึกข้อตกลงนี้โดยอาศัยอำนาจนิติบัญญัติของผู้แทนราษฎรที่สังกัดแต่ละพรรคการเมือง
ทั้งนี้หลังนายพิธาอ่านรายละเอียดใน MOU เสร็จแล้วหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรคได้ร่วมกันลงนามและตอบคำถามกับสื่อมวลชนโดยประเด็นที่สื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศให้ความสนใจสอบถามมากที่สุดคือเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงสำคัญของพรรคก้าวไกลที่ไม่ถูกบรรจุเอาไว้ใน MOU โดยนายพิธายืนยันว่าจะผลักดันการแก้ไขมาตรา 112 ในนามของพรรคก้าวไกลต่อไป ในขณะที่หัวหน้าพรรคการเมืองอื่นยังสงวนท่าทีบอกขรดรายละเอียดมีเพียงคุณหญิงสุดารัตน์เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยยืนยันว่าไม่สนับสนุนการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112
อีกประเด็นที่สื่อมวลชนสนใจซักถามกันมากคือเรื่องข่าวลือเกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยจะไปจับมือกับพรรคพลังประชารัฐหรือพรรครวมไทยสร้างชาติเพื่อจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคก้าวไกล โดยนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าขอยืนยันเป็นครั้งที่ 501 ว่าพรรคเพื่อไทยสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกลอย่างเต็มกำลัง ส่วนข่าวลือต่างๆที่ออกมานั้นไม่รู้ว่าออกมาได้อย่างไรยืนยันว่าไม่มีการติดต่อหรือเจรจากับพรรคอื่นจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน ยิ่งข่าวที่ว่าจะมีการยุบพรรคพลังประชารัฐเพื่อนำส.ส.มารวมกับพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
"เรายังยึดมั่นในสิ่งที่เราประกาศไว้ว่าจะสนับสนุนคุณพิธาให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ให้ได้" นายแพทย์ชลน่าน กล่าว
ขณะที่นายพิธา ยืนยันว่าพรรคก้าวไกลและพรรคร่วมรัฐบาลทำงานร่วมกันมานานตั้งแต่สมัยเป็นฝ่ายค้านทุกพรรคมีความหนักแน่นไม่มีความเคลือบแคลงใดๆต่อกันการจัดตั้งรัฐบาลยังเดินหน้าไปได้ด้วยดี
ด้านนายนิพิธ อินทรสมบัติ ผู้สมัครส.สระบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ให้ความเห็นว่าในฐานะที่อยู่ในวงการเมืองมานานข่าวลือเรื่องพรรคพลังประชารัฐจะสลายตัวเองไปรวมกับพรรคเพื่อไทยเพื่อให้มีเสียงมากกว่าพรรคก้าวไกลเพื่อชิงขึ้นเป็นนำจัดตั้งรัฐบาลถือว่ามีน้ำหนักและมีความเป็นไปได้
"เราต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาว่าทั้งพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคการเมืองเฉพาะกิจทำให้ข่าวลือขณะนี้มีน้ำหนักและมีความเป็นไปได้ ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่ามีแกนนำพรรคพลังประชารัฐบินไปหารือกับนายทักษิณชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรีที่ฮ่องกงนั้นส่วนตัวไม่ทราบเรื่องนี้เพราะว่าไม่ได้ร่วมคณะไปกับเขาด้วย"


ไม่มีความคิดเห็น