มองอดีตเห็นอนาคต"พิธา"
อนาคตของ "พิธา" นักการเมืองหนุ่มที่กระแสความนิยมกำลังพุ่งแรงจะจบอย่างไร หลังถูกร้องขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัครส.ส.เนื่องจาดถือหุ้นในบริษัทไอทีวีอยู่ที่การ "ตีความ" กฎหมาย และอยู่ที่ใครเป็นผู้ "ตีความ"
หลังนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้สมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกลถูกฝ่ายกฎหมายของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามยื่นให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วินิจฉัยให้เป็นผู้ขาดคุณสมบัติการเป็นผู้สมัครส.ส. กรณีมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทให้ทีวีจำกัด (มหาชน) ที่ดำเนินกิจการด้านสื่อสารมวลชนซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญมีข้อกำหนดห้ามเอาไว้ ทำให้มีเสียงวิจารณ์ไปต่างๆนานามีทั้งผู้เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องออกมาให้ความเห็น ในหลากหลายแง่มุมมี ทั้งผู้ที่เห็นว่ามีความผิดตามคำร้องและเห็นว่าไม่มีความผิด แต่ความเห็นเหล่านี้ไม่มีผลทางกฎหมายเพราะไม่ใช่ความเห็นของผู้มีอำนาจตัดสินชี้ขาด
ผู้ตัดสินชี้ขาดขณะนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือกกต.ที่จะเป็นผู้ตัดสินในเบื้องต้นว่านายพิธาจะมีความผิดตามคำร้องหรือไม่ ถ้ากกต.ชี้ว่าไม่ผิดก็ถือว่าจบ
แต่หากกกต. มีมติชี้มูลความผิด กรณีตัดสินหลังการเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ค.66 ก็ต้องส่งเรื่องต่อไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาด ซึ่งการชี้ขาดก็ต้องดูว่าจะพิจารณาเฉพาะข้อกฎหมายหรือพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบกันไปด้วย
หากยึดเฉพาะข้อกฎหมาย ยึดตามตัวอักษรเป๊ะๆ จะถือกี่หุ้นก็ถือว่าผิด ไม่ว่าบริษัทนั้นจะยังประกอบกิจการอยู่หรือไม่ก็ถือว่าผิด ถ้ายังไม่จดแจ้งยกเลิกบริษัทและชำระบัญชีให้เรียบร้อย
แต่ถ้าพิจารณาจากข้อเท็จจริงด้วยว่าบริษัทดังกล่าวดังดำเนินกิจการสื่อสารมวลชนอยู่หรือไม่ หรือการถือครองหุ้นนั้นทำให้มีอิทธิพลต่อการนำเสนอข่าวสารเป็นคุณต่อตัวเองเป็นโทษต่อคนอื่นได้หรือไม่ก็อาจมีลุ้นพ้นจากข้อกล่าวหาได้
ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับการตีความของผู้มีอำนาจตัดสินซึ่งที่ผ่านมามีกรณีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่าผู้มีอำนาจตัดสินยึดแนวทางใดในการตีความ
ถ้าพิจารณาจากอดีตที่มีคำตัดสินให้เห็นมาแล้วหลายกรณี ก็น่าจะพอมองเห็นอนาคตของนายพิธานักการเมืองดาวรุ่งที่กระแสกำลังพุ่งแรงอยู่ในตอนนี้


ไม่มีความคิดเห็น