Header Ads

banner-top.jpeg

ปชป.โชว์นโยบายแก้หนี้




ประชาธิปัตย์” ประกาศแก้หนี้ประชาชน เกษตรกร พร้อมพัฒนาระบบการเงิน สร้างศูนย์กลางการเงินนานาชาติที่หาดใหญ่

ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าว วาระประเทศไทย ครั้งที่ 5 “ปชป. กับนโยบายแก้หนี้ประชาชนและการพัฒนาระบบการเงิน” จัดเต็ม  ดันระบบรางทั่วไทย ลดต้นทุนโลจิสติกส์ - ปิดประตู “ประมูลเอื้อเอกชน” 

ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรมช.กระทรวงการคลัง ประธานคณะกรรมการนโยบายและทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรค ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านคมนาคมขนส่ง และโครงการขนาดใหญ่ (Megaproject) และดร.มโนชัย สุดจิตร ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ ณ ห้องประชุม ชั้น 3 พรรคประชาธิปัตย์ อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช

ดร.พิสิฐ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายเรื่องการพัฒนาระบบการเงิน ใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1. จะพัฒนาและยกระดับเมืองหาดใหญ่ให้เป็นศูนย์กลางการเงินนานาชาติในภูมิภาค ด้วยศักยภาพของหาดใหญ่ถ้าได้รับการสนับสนุนทางนโยบายจะสามารถดันให้หาดใหญ่เป็นศูนย์กลางการเงินนานาชาติในภูมิภาคได้ พัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งถ้าทำได้จะดึงเม็ดเงินจาก ทุนจีน อาหรับ ฮ่องกง อินโดนีเซีย และอินเดียจะเข้ามา เราต้องพัฒนาให้มีการเชื่อมต่อกับสิงคโปร์โดยรถไฟฟ้าความเร็วสูง พัฒนาสนามบินนานาชาติ หาดใหญ่มีโรงแรม แหล่งท่องเที่ยวอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาลจะทำเรื่องนี้อย่างเต็มที่

2.ส่งเสริมและพัฒนาให้มีธนาคารท้องถิ่นเกิดขึ้น เพราะท้องถิ่นทั่วประเทศเริ่มจากกทม. อบจ. อบต. และเทศบาลต่างๆ มีเงินฝากและเงินเก็บจำนวนมากมาย เพราะแต่ละปีเขาถูกกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์จะตรากฎหมายให้มีการจัดตั้งธนาคารเพื่อพัฒนาท้องถิ่นโดยให้ท้องถิ่นต่างๆเป็นผู้ถือหุ้น รัฐบโดยหน้าที่หลักคือ เป็นแหล่งระดมทุนเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นระยะยาว ไม่ว่าจะทำเรื่องของระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการต่างๆ สามารถออกพันธบัตรท้องถิ่น (LGB: Local Gov Bonds) ได้เหมือนในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาตลาดทุน และเป็นแหล่งเงินในการพัฒนาท้องถิ่น

3.จัดตั้งธนาคารสหกรณ์ ปัจจุบันมีเงินในรูปแบบสหกรณ์ต่างๆไม่น้อยกว่า 3.3 ล้านล้านบาท เงินในสหกรณ์ออมทรัพย์ยังมีมากกว่าธนาคารเอสเอ็มอี หรือธนาคารออมสิน แต่ทุกวันนี้ไม่มีการบริหารจัดการอย่างได้มาตรฐานสากล เราจึงจะเสนอจัดตั้งให้เป็นรูปแบบธนาคารสหกรณ์ เพื่อที่เงินต่างๆจากสหกรณ์2000 แห่งจะได้รวมศูนย์และใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

ส่วนนโยบายแก้หนี้ประชาชน ที่หลายพรรคการเมืองพยายามจะแก้ไข ด้วยนโยบายต่างๆ ที่ทำให้ระบบการเงินอ่อนแอ และจะไม่มีเงินใหม่เข้ามาเช่น จะพักหนี้ 3-5 ปี ไม่ใช้บริการเครดิตบูโรมาทำงาน ถือเป็นการแทรกแซงการทำงานในภาคธุรกิจการเงิน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยและไม่ทำอย่างนั้น  พรรคประชาธิปัตย์มีเป้าหมายจะลดหนี้ครัวเรือนให้ต่ำกว่า 80% จากปัจจุบันใกล้ 90%ของจีดีพีให้ได้ในระยะอันสั้น  โดยจะปลดล็อกกฎหมาย 3 ฉบับ เพราะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารการเงินของสมาชิก รวมถึงอัดฉีดเงินผ่านธนาคารหมู่บ้าน/ชุมชน การเพิ่มทุน SME โครงการ 1 ล้านล้านบาทอัดฉีดเงินเข้าเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวกว่า5% ประชาชนก็มีรายได้มากขึ้นมาผ่อนคลายปัญหาหนี้สินได้

 "เราจะหาเงิน ประมาณ 9 แสนล้านบาทมาปลดหนี้ของผู้มีเงินเดือน โดยเอาเงินมาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยจะปลดล็อคให้เอาเงินออกมาใช้ได้ประมาณ 2 แสนล้านบาท สำหรับสมาชิก 2.8 ล้านคน เพื่อลดหนี้บ้าน ซื้อบ้าน และปลดล็อคกองทุนกบข.ของข้าราชการ เปิดทางให้ครู หรือตำรวจที่เดือดร้อน สามารถเอาเงินจากกบข.ที่เป็นเงินเขาเองมาลดหนี้บ้าน ซื้อบ้าน เป็นเงินประมาณ 1 แสนล้าน รวมทั้งหมด 3 แสนล้านบาท จะช่วยคนได้ประมาณ 4 ล้านคน รวมไปถึงจะปลดล็อคสหกรณ์ออมทรัพย์ให้นำทุนเรือนหุ้นสหกรณ์ไปตัดหนี้ที่มีกับสหกรณ์นั้นๆได้"

ส่วนการแก้หนี้เกษตรกรนั้น พรรคประชาธิปัตย์ มีนโยบาย1.ปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ โดยนำหนี้ของ ธ.ก.ส และรวมถึงหนี้สหกรณ์การเกษตรและกองทุนหมู่บ้าน (ที่ยินยอมขายหนี้ให้ธ.ก.ส.) มาจัดแบ่งชั้น ตามศักยภาพรายคนเป็นสามส่วน แบ่งเป็น ส่วนที่ 1 ลูกหนี้ที่ไม่มีศักยภาพ ที่เป็นเกษตรกรสูงวัย มีอายุมากเกิน 65 ปี หรือทุพลภาพ ไม่สามารถประกอบอาชีพได้แล้ว มีอยู่ประมาณ 300,00 ราย มีมูลหนี้ประมาณ 70,000 ล้านบาท จะยกหนี้ให้แก่เกษตรกรผู้สูงอายุ เป็นการตอบแทนคุณความดีที่ผลิตสินค้าให้เป็นอาหารแก่คนไทยมาอย่างยาวนาน 

ส่วนที่2 ลูกหนี้ที่พอมีศักยภาพ และยังประกอบอาชีพเกษตร ซึ่งมีประมาณ 2 ล้านราย มูลหนี้ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท จะแปลงมูลหนี้แต่ละรายเป็นหุ้นที่ธ.ก.ส. ถือไว้แต่มีสัญญาขายคืนหุ้นดังกล่าว ให้คืนแก่ลูกหนี้ภายใน 10 ปี ขณะที่เม็ดเงินที่จะลงทุนใหม่จะให้ในรูปการทำธุรกิจร่วมกัน โดย ธ.ก.ส. เปลี่ยนบทบาทจาก เจ้าหนี้ เป็น “คู่คิดคู่ทำร่วมเสี่ยงกับเกษตรกร” (Partnership) แทนเป็นผู้ให้สินเชื่อ (Lender) แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มาเป็นผู้ร่วมทุน

ส่วนที่3 ลูกหนี้ที่มีศักยภาพ สามารถเลือกเข้าโครงการเช่นเดียวกับกลุ่มพอมีศักยภาพ หรือใช้บริการสินเชื่อตามปกติของธกส.ต่อไป โดยธ.ก.ส.ต้องคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่ผู้กู้กลุ่มดังกล่าวที่มี Net margin ให้ต่ำกว่า 1.0 %

2.ปรับบทบาทของธกส.ให้เป็นสถาบันเพื่อการพัฒนาชนบท เพื่อให้มีบทบาทนอกจากเป็นผู้บริการทางการเงินแบบคู่คิดคู่ร่วมเสี่ยงกับเกษตรกรและชุมชน (Financial Partnership Provider) ในภาคชนบทแล้ว จะยกระดับเป็นที่ปรึกษาการเงิน (Financial advisory) ช่วยจัดตั้งธนาคารหมู่บ้านโดยจัดหาแหล่งเงินทุนให้ด้วย สำหรับการขับเคลื่อนตามบทบาทใหม่ของธกส.จะใช้เงินจากแหล่งเงินทุนของธ.ก.ส. ซึ่งปัจจุบันมีสภาพคล่องทางการเงินรองรับการดำเนินงานประมาณ 4 แสนล้านบาท และจากการให้รัฐบาลชำระหนี้ตามโครงการจำนำข้าวและประกันรายได้เกษตรกรที่เป็นหนี้ประมาณ 8 แสนล้านบาท รวมเป็นประมาณ 1.2 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอ โดยไม่ต้องพึงงบประมาณภาครัฐ

จากการยกหนี้ให้แก่เกษตรกรผู้สูงอายุและการแปลงหนี้เป็นทุนประมาณ 1.27 ล้านล้านบาท จะลดหนี้ภาคครัวเรือนของประเทศลงได้มากกว่า 8% ของจีดีพี และการเปลี่ยนบทบาท ธกส. เป็นธนาคารพัฒนาชนบทตามแนวคิด “คู่คิดคู่ร่วมเสี่ยงกับเกษตรกรและชุมชน” จะส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็ง ทำให้เกิดการเติบโตเศรษฐกิจในภาพรวมแบบยั่งยืนไม่ต่ำกว่าปีละ 1.0% 

ไม่มีความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.