Header Ads

banner-top.jpeg

โควิดพันธุ์ใหม่ FU.1 แพร่เร็ว พบคนไทยติดแล้ว 1 ราย



กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จับตาโควิดสายพันธุ์ใหม่ FU.1 แพรได้่เร็วกว่า XBB.1.16 ถึง 50% แต่อาการไม่รุนแรง พบคนไทยติดเชื้อแล้ว 1 ราย เฝ้าระวังกลุ่มชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทย แนะกลุ่มเสี่ยง 608 ฉีดวัคซีนกระตุ้น หากติดเชื้อรีบพบแพทย์

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยถึงโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่FU.1 หรือ XBB.1.16.1.1 ซึ่งเป็นหลานของสายพันธุ์โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย XBB.1.16 ว่า FU.1 มีความได้เปรียบในการเติบโตและแพร่ระบาดสูงกว่า XBB.1.16 ถึง 50% 

โดยไทยพบติดเชื้อแล้ว 1 คน  โดยกรมวิทย์ฯ รายงานเข้าสู่ฐานข้อมูลโควิดโลก(GISAID) แต่ยังไม่พบความรุนแรงจนส่งผลถึงเสียชีวิต  ซึ่งการแพร่ระบาดเร็วอาจจะมาจากปัจจัยอื่นๆ ด้วย ทั้งการรวมตัวทำกิจกรรมมากขึ้น ประชาชนใส่หน้ากากน้อยลง

นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่า มาตรการต่างๆ ยังมีความจำเป็น เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันโรค โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 และกลุ่มคนที่ฉีดวัคซีนโควิดเข็มสุดท้ายมานานแล้ว ซึ่งขณะนี้มีวัคซีนเพียงพอ หากพบว่าติดเชื้อให้รีบไปพบแพทย์

"ยังต้องมีการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงต่างๆอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะชาวต่างชาติหากพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนจะต้องเก็บตัวอย่างเชื้อเอาไปตรวจหาสายพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่าสายพันธุ์ที่ระบาดในประเทศไทยตอนนี้ยังเป็นสายพันธุ์ XBB ยังไม่ใช่ตัวใหม่ แต่เรามีการติดตามต่อเนื่อง"

นพ.จักรรัฐ กล่าวอีกว่า หลังโรงเรียนเปิดเทอมจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังเพราะเด็กๆเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อและคาดว่าจะมีการติดเชื้อเพิ่ม ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการส่งข้อแนะนำผ่านกระทรวงศึกษาไปยังโรงเรียนต่างๆแล้ว หากพบเด็กที่มีอาการให้ตรวจ ATK โดยเด็กนักเรียนที่ติดเชื้อไม่จำเป็นต้องหยุดเรียน ถ้าติดเชื้อไม่มีอาการมากสามารถแยกห้องเรียนแยกพื้นที่รับประทานอาหารไม่ให้ปะปนกับเพื่อนๆหรือบุคคลอื่น หากติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนก็สามารถจัดเรียนออนไลน์ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานการณ์และมาตรการของโรงเรียนนั้นๆ

ทั้งนี้ช่วงที่ผ่านมามีรายงานการติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์ประปรายมาที่กรมควบคุมโรค ทั้งใน กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ซึ่งการติดเชื้อในกลุ่มเด็กไม่ได้น่าเป็นห่วงมาก เพราะอาการไม่มากและหายได้ แต่ที่น่าห่วงคือนำเชื้อกลับไปติดปู่ย่าตายาย จึงแนะนำให้ผู้สูงอายุ กลุ่มเสี่ยงมารับวัคซีน และหากติดเชื้อขอให้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลดีที่สุด


ไม่มีความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.