"จุรินทร์"ชวนนักธุรกิจจีนจากทั่วโลกลงทุนในไทย
เปิดประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลกครั้งที่ 16 อย่างยิ่งใหญ่ "จุรินทร์" เชิญชวนให้มาลงทุนในไทยเนื่องจากมีตลาดรองรับจำนวนมากเพราะมี FTA กับต่างชาติมากถึง 53 ประเทศ
วันที่ 25 มิถุนายน 2561 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หอการค้าไทย-จีน เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลก (World Chinese Entrepreneurs Convention: WCEC) ครั้งที่ 16 โดยนักธุรกิจชาวจีนทั่วโลกจาก 50 ประเทศ เข้าร่วมประชุมกว่า 3,000 คน ซึ่งการประชุมจะดำเนินไปถึงวันที่ 26 มิถุนายนนี้
ในพิธีเปิดการประชุมมีพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี และนายเกา หยุนหลง รองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และประธานคณะกรรมารบริหารสหพันธ์อุตสาหกรรมและการค้าแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมเป็นประธานในพิธี
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะผู้แทนนายกรัฐมนตรีไทย กล่าวเปิดการประชุม ว่า การประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลกเป็นเวทีที่มีความสาคัญของนักธุรกิจชาวจีนและนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลจากทั่วโลก ที่จะได้มีโอกาสมาพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลและโอกาสทางธุรกิจ การค้า การลงทุน รวมถึงการกระชับความสัมพันธ์และเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกัน
"นักธุรกิจเชื้อสายจีน และนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเล มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ที่เข้าไปพาพักอาศัยและ ยังมีบทบาทในฐานะสะพานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีน กับภาคธุรกิจเอกชนนานาประเทศ โดยปัจจุบันจีนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอานาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากร 1,412 ล้านคน เป็นผู้ส่งออกสินค้าอันดับ 1 และผู้นำเข้าสินค้าอันดับ 2 ของโลก ทำให้จีนมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศต่างๆ เป็นอย่างมาก"
นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพัฒนาการทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย และเห็นลู่ทางโอกาสทางธุรกิจการค้าการลงทุนกับต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนจากนโยบาย และศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน ทั้งจาก
1.การขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศของไทยภายใต้ความตกลง ทางการค้าที่ทันสมัย ซึ่งรวมถึง FTA อาเซียน-จีน และ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP (อาร์เซป) ตลอดจนการขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าในรูปแบบที่มีความยืดหยุ่น หรือ ที่เรียกว่า การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ที่ลงลึกสู่ตลาดเมืองรองของประเทศคู่ค้า ซึ่งเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่า “Mini FTA” ปัจจุบันไทยได้ลงนาม Mini FTA ทั้งสิ้น จำนวน 7 ฉบับ ในจำนวนนั้นมี 3 ฉบับที่ลงนามกับจีนคือ มณฑลไห่หนาน มณฑลกานซู่ และเมืองเซินเจิ้น นอกนั้นคือ ญี่ปุ่น (เมืองโค ฟุ) เกาหลีใต้ (ได้แก่ เมืองปูซาน และจังหวัดคยองกี) อินเดีย (รัฐเตลังคา นา) ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญในการเร่งรัดและกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าของไทยกับจีนและโลก ให้เติบโตยิ่งขึ้นไป และในเดือนสิงหาคมนี้ไทยจะลงนามกับมณฑลยูนาน ทั้งนี้ประเทศไทยยังอยู่ระหว่างกำลังเจรจาทำ FTA กับอีกหลายประเทศเทศทั้ง สหภาพยุโรป ยูเออี รวมทั้งตุรกี หากทุกอย่างสำเร็จ จะส่งผลให้ไทยมี FTA กับต่างประเทศ 23 ฉบับ รวม 53 ประเทศหมายความว่านักลงทุนที่มาลงทุนกับประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จาก FTA ที่ไทยมีกับนานาประเทศ
2.จากการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนในเขตพื้นที่ EEC ตลอดจนโอกาสการร่วมลงทุนกับไทย ในอุตสาหกรรมเป้าหมายในระเบียงเศรษฐกิจต่างๆ ในต่างประเทศ อันเกิดจากการกระจายการเจริญเติบโตภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่สำคัญ อาทิ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative: BRI)
นโยบายหลักทางด้านเศรษฐกิจของประเทศจะไม่เปลี่ยนแปลงประเทศไทยยินดีต้อนรับการค้าการลงทุนจากต่างชาติ ประเทศไทยเป็น ประเทศที่มีเสถียรภาพทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม และมีโครงข่ายของ โครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และเชื่อมโยงไปยังประเทศ ต่างๆ ในภูมิภาค ดังนั้น นักลงทุนและนักธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุน และทำธุรกิจการค้าในประเทศไทย จะได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบต่างๆ ของประเทศไทยอย่างเต็มที่
การจัดประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลก ในครั้งนี้ เป็นโอกาสและเวลาที่เหมาะสม ประเทศต่างๆได้เปิดประเทศ เพื่อต้อนรับนักธุรกิจและ นักท่องเที่ยวจากต่างชาติ จึงมีความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทาง ระหว่างประเทศ และประเทศไทย มีความพร้อมทุกๆด้าน เพื่อต้อนรับ แขกผู้มาเยือน
ทั้งนี้นอกจากการประชุมสัมนาที่สำคัญทางหอการค้าไทย-จีน ยังได้จัดโปรแกรมสันทนาการต่างๆให้กับ ผู้เข้าร่วมประชุม ทั้งการเดินทางศึกษาดูงานและศึกษาลู่ทางโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงโปรแกรมท่องเที่ยวสถานที่สาคัญๆ ต่างๆ จึงเป็นโอกาสดีที่ ผู้เข้าร่วมโปรแกรมเหล่านี้ จะได้เห็นศักยภาพของประเทศไทย นอกเหนือจากการรับฟังข้อมูลและข้อคิดเห็นจากห้องประชุมสัมมนา



ไม่มีความคิดเห็น