"พิธา"ไม่ยอมแพ้ลุยหาเสียงโหวตนั่งนายกฯรอบ 2
"พิธา"ติดด่าน ส.ว. ไม่ผ่านมติให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย โดยมีเสียงส.ว.สนับสนุนเพียง 13 เสียงเท่านั้น เจ้าตัวลั่นยังไม่ยอมแพ้จะเดินหน้าหาเสียงสนับสนุนในการโหวตครั้งต่อไป
การประชุมรัฐสภา (ส.ส.-ส.ว.) เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมาเพื่อลงมติเลือกผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย หลังผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566
การประชุมเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 9.30 น. โดยมีนายวันมูฮะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาเป็นประธานที่ประชุม โดยมีวาระการประชุมพิจารณาเพียงวาระเดียวคือญัติลงมติเลือกผู้เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี โดยนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและส.ส.จังหวัดน่าน เป็นผู้เสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้ที่ประชุมเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่มีสมาชิกสภาคนอื่นเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯจากพรรคการเมืองอื่นเข้าแข่งขัน
ก่อนการลงมติประธานที่ประชุมได้เปิดให้สมาชิกอภิปรายแสดงความเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติและความเหมาะสมของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีโดยแบ่งเวลาการอภิปรายเป็น 2 ส่วนคือสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้เวลาอภิปราย 2 ชั่วโมงและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้เวลาอภิปราย 4 ชั่วโมง
เมื่ออภิปรายเสร็จแล้วเข้าสู่การสอนการลงมติแบบขานชื่อทีละคนเรียงลำดับตัวอักษรตั้งแต่ ก.-ฮ. หลังใช้เวลาขานชื่อลงคะแนนนานกว่า 2 ชั่วโมงผลการลงคะแนนปรากฏว่ามีสมาชิกรัฐสภาเห็นชอบให้นายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี 324 เสียงไม่เห็นชอบ 182 เสียงและงดออกเสียง 199 เสียง ซึ่งในส่วนเสียงส.ว.ที่สังคมจับตาปรากฏว่ามีส.ว. ลงคะแนนเสียงสนับสนุนนายพิธาเพียง 13 เสียง จากที่ต้องการทั้งหมด 64 เสียง ทำให้นายพิธาไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นประธานที่ประชุมสั่งปิดการประชุมโดยยังไม่ได้นัดหมายวันที่จะประชุมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งต่อไปแต่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่าจะเรียกประชุมกันในวันที่ 19 กรกฎาคม
นายพิธา ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลังปิดการประชุมโดยสรุปใจความสำคัญได้ว่า ยอมรับผลที่ออกมาแต่ยังไม่ยอมแพ้ จะเดินยุทธศาสตร์หาเสียงสนับสนุนในการโหวตครั้งต่อไป
ส่วนประเด็นเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ถูกยกมาเป็นประเด็นคัดค้านจากส.ว.จะมีการลดเพดานเพื่อแลกเสียงสนับสนุนหรือไม่นั้น นายพิธา ยืนยันว่า หาเสียงกับประชาชนไว้อย่างไรก็จะดำเนินการตามนั้น เรื่องมาตรา 112 ได้มีโอกาสชี้แจงต่อที่ประชุมแล้วน่าจะทำให้ส.ส.และส.ว. เข้าใจในเจตนาของพรรคก้าวไกลมากขึ้น
"จะยังไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรต้องเดินหน้าหาเสียงสนับสนุนในการลงมติครั้งต่อไปก่อน ซึ่งเสียงของส.ว. ที่ไม่เป็นไปตามคาดก็มาจากหลายปัจจัย ทราบว่าหลายคนไม่ได้เข้าร่วมประชุม หลายคนก็เดินทางกลับไปก่อนโดยไม่ลงมติก็ต้องประสานงานกันต่อไป ส่วนตัวเข้าใจส.ว.ที่ถูกกระแสกดดันมากและต้องขอบคุณ 13 เสียงที่ลงคะแนนให้ในวันนี้" นายพิธา กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า การประชุมร่วมระหว่างส.ส.กับส.ว.ครั้งต่อไปยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าจะสามารถเสนอชื่อนายพิธาให้ที่ประชุมลงมติเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีซ้ำได้หรือไม่เพราะการเลือกนายกรัฐมนตรีถือเป็นญัตติ ซึ่งเมื่อเป็นญัตติแล้วข้อบังคับประชุมสภากำหนดให้เสนอต่อที่ประชุมได้ครั้งเดียวไม่สามารถเสนอญัตติเดิมให้ที่ประชุมพิจารณาซ้ำได้ ทำให้นายวันมูฮัมหมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาเริ่มลังเลที่จะให้ที่ประชุมพิจารณาญัตติเลือกนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เพราะหากให้ที่ประชุมพิจารณาญัตติซ้ำอาจมีสมาชิกยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาว่าเป็นการกระทำผิดตามกฎหมายหรือไม่ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการได้รับโทษตามกฎหมายจึงต้องรอการตัดสินใจของประธานรัฐสภาอีกครั้งว่าจะนัดประชุมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งต่อไปเมื่อไหร่และจะให้เสนอชื่อนายพิธาให้ที่ประชุมพิจารณาซ้ำเป็นครั้งที่ 2 หรือไม่
ขอบคุณภาพประกอบจาก facebook พรรคก้าวไกล


ไม่มีความคิดเห็น