Header Ads

banner-top.jpeg

ค้าปลีกซึมหนักจี้รัฐเข็นมาตรการกระตุ้น


ค้าปลีกไตรมาสสองซึมหนักดัชนีร่วงต่ำค่าเฉลี่ยกลางเป็นครั้งแรกในรอบ
15 เดือน เหตุมีหลายปัจจัยรุมเร้า สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจี้เร่งตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็วเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
พลิกฟื้นความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการและกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคให้กลับมาคึกคัก



นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์
รองประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับ
ธนาคารแห่งประเทศไทย สำรวจดัชนีความเชื่อมั่น   
ผู้ค้าปลีกทั่วประเทศ (
Retail Sentiment
Index – RSI)
ในภาพรวมพบว่า ดัชนี RSI (QoQ) ไตรมาสสอง 2566
เมื่อเทียบกับไตรมาสหนึ่ง 2566 มีความ
น่ากังวลเนื่องจากปรับลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลางที่ระดับ 50
จุดทุกองค์ประกอบเป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน ทั้งดัชนียอดขายสาขาเดิม
SSSG (Same Store Sale Growth) QoQ , ยอดใช้จ่ายต่อครั้ง
(
Spending Per Bill หรือ Per Basket
Size)
และ ความถี่ในการจับจ่าย (Frequency on
Shopping)
สะท้อนถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคฐานรากยังอ่อนแอ
ภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นทั้งค่าสาธารณูปโภค ค่าโดยสาร
กดดันให้ผู้บริโภคมุ่งเน้นซื้อสินค้าที่จำเป็น
รวมทั้งยังไม่มีมาตรการใหม่จากรัฐในการกระตุ้นการจับจ่าย



การลดลงของดัชนีตามภูมิภาคต่างๆ
บ่งบอกถึงธุรกิจยังคงไม่ฟื้นตัว
แม้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในช่วงครึ่งปีแรกราว 12.4 ล้านคนก็ตาม
ทั้งนี้หากจำแนกตามประเภทร้านค้า พบว่าความเชื่อมั่นในปัจจุบันปรับลดลงในทุกประเภทร้านค้าโดยร้านค้าส่ง
, ไฮเปอร์มาร์เก็ตยังคงไม่ฟื้นตัว
ยกเว้นซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ
เนื่องจากผู้บริโภคยังคงเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นรวมทั้งสินค้าที่มีการจัดโปรโมชั่น
เพื่อลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน



ทั้งนี้ได้เผยผลสำรวจเกี่ยวกับการฟื้นตัวของธุรกิจค้าปลีกของผู้ประกอบการ
โดยสำรวจระหว่างวันที่ 19
26 มิถุนายน
2566 ในประเด็นต่างๆ ดังนี้



การปรับตัวของธุรกิจในกรณีที่มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำร้อยละ
63   จ้างพนักงานชั่วคราวเพิ่มขึ้น
ร้อยละ 61   เพิ่มทักษะและหน้าที่ของพนักงาน ร้อยละ 59  
ลดต้นทุนที่ไม่ใช่ค่าแรง
ร้อยละ 48   ขึ้นราคาสินค้า ร้อยละ 22   ชะลอการลงทุน ร้อยละ 22  
ใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงาน
ร้อยละ 15   ปรับสวัสดิการมารวมเป็นค่าจ้าง ร้อยละ 13  
เลิกจ้างพนักงานบางส่วน



มาตรการสำหรับผู้ประกอบการในกรณีที่มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ร้อยละ78 
สนับสนุนมาตรการทางภาษี เช่น ลดภาษีนิติบุคคล
หรือนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้มากขึ้น
ร้อยละ 63   ทยอยปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นขั้นบันได ร้อยละ 59   ลดค่าสาธารณูปโภค
เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ



คาดการณ์การปรับราคาสินค้าใน 3
เดือนข้างหน้า
ร้อยละ 48  จะปรับราคาสินค้าแต่ไม่เกิน 5% ร้อยละ 22 
จะยังไม่ปรับราคาสินค้า
ร้อยละ 17  จะปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 6-10 % ร้อยละ 9   
จะปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 11-15 %




อย่างไรก็ตามภาพรวมค้าปลีกครึ่งปีแรกยังไม่สดใสเท่าที่ควร
เนื่องจากภาคธุรกิจยังคงต้องเผชิญกับต้นทุนสูงจากทั้งค่าพลังงาน ค่าสาธารณูปโภค
และอื่นๆ ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังอ่อนแอ ทางสมาคมฯ จึงขอนำเสนอ
ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่ชุดใหม่ในประเด็นต่างๆ
ดังนี้





1.สนับสนุนให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็วและราบรื่นเพื่อให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้า



2.จัดสรรงบประมาณรายจ่ายภาครัฐ
ด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เน้นไปแต่ละกลุ่มเป้าหมาย  และไม่ซับซ้อน
โดยเพิ่มกำลังซื้อให้กลุ่มฐานรากและเพิ่มการใช้จ่ายในกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง
รวมทั้ง ลดขั้นตอนให้สามารถเข้าถึงได้สะดวก



3.ส่งเสริมภาคท่องเที่ยวภายในประเทศเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติและคนไทยท่องเที่ยวเมืองไทย
 เช่น 
การขยายเวลา
Visa on Arrival ให้ต่างชาติพำนักในไทยได้นานขึ้น, การเพิ่มความถี่เที่ยวบินมาประเทศไทย
รวมถึงมุ่งสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยเมื่อมาเที่ยวเมืองไทย เป็นต้น



สมาคมผู้ค้าปลีกไทยขอส่งสัญญาณถึงรัฐบาลใหม่ชุดใหม่ที่มีความตั้งใจจะเข้ามาบริหารประเทศ
ได้ออกนโนบายและมาตรการทางเศรษฐกิจที่จะมาพลิกฟื้นความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการและกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคให้กลับมาคึกคัก
โดยสมาคมฯมีความพร้อมและมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างมีเอกภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงเข้มแข็ง

ไม่มีความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.