อุตฯ ระดมสมองพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า
กระรวงอุตสาหกรรม เซ็นเอ็มโอยูร่วมมือกับหลายหน่วยงานหวังพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการยานยนต์
ไปสู่เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ไร้มลพิษ
หรือรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ ร้อยละ 30 ในปี 2573
เมื่อวันที่
6 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา ที่โรงแรมแลงคาสเตอร์
กรุงเทพฯ ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ
การพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการยานยนต์ ไปสู่เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่
ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือ
สนับสนุนผู้ประกอบการ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ
โดยมี ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รองศาสตราจารย์ ดร.สิรี
ชัยเสรี ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นายวิเชียร สุขสร้อย รองผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ
(องค์การมหาชน) ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์
และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัณฑนา รังสิโยภาส เลขาธิการสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ
การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ
การพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการยานยนต์ ในครั้งนี้
เป็นการร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
(สกสว.) ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
(บพข.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) สถาบันยานยนต์ (สยย.)
และสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เพื่อให้เกิดกิจกรรมในการขับเคลื่อนการยกระดับผู้ประกอบการยานยนต์ให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
และสร้างโอกาสในการพัฒนาศักยภาพการผลิต
ตลอดจนผลักดันให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืน
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
ในฐานะกรรมการและเลขานุการร่วมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ กล่าวว่า
อุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานในประเทศ ซึ่งการผลิตยานยนต์ในประเทศไทย
เริ่มต้นจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า สู่การเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปทั่วโลก
ด้วยการมี Product Champion ที่ตอบสนองต่อความต้องการและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในแต่ละยุคสมัย
ขณะเดียวกันในปัจจุบัน ภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับการผลิตยานยนต์ที่มีคุณสมบัติ “สะอาด-ประหยัด-ปลอดภัย” ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เริ่มต้นจากการส่งเสริมรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล
นำมาสู่การส่งเสริมยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (xEV) โดยกำหนดเป็นเป้าหมายผลิตยานยนต์ไร้มลพิษ (Zero Emission Vehicle:
ZEV) ร้อยละ 30 ในปี ค.ศ.2030 (พ.ศ.2573)
ทั้งนี้
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ของโลก
เนื่องด้วยประเทศไทยมีตลาดในประเทศที่มีขนาดใหญ่เพียงพอสำหรับการตั้งโรงงานผลิตสามารถเข้าถึงตลาดต่างประเทศโดยการส่งออกที่สะดวก
จากข้อตกลงระหว่างประเทศ (Free Trade Agreement: FTA) รวมถึงแรงงานที่มีฝีมือ อีกทั้งการกำหนดนโยบายภาครัฐอย่างมีทิศทาง
ช่วยส่งเสริมผู้ผลิตยานยนต์จากทุกประเทศได้อย่างเสมอภาค ดังนั้น
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้วยการใช้ความเข้มแข็งต่อยอดสิ่งใหม่ ๆ
จากการทำวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการและนักวิจัยอย่างใกล้ชิด
จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการร่วมมือพัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยีอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยต่อไปได้ในอนาคต
ภาพ-ข่าวจจาก : เว็บไซต์กระทรวงอุสากรรม


ไม่มีความคิดเห็น